กระจกเป็นวัสดุก่อสร้างที่สำคัญอย่างยิ่งในบ้านยุคปัจจุบัน เพราะไม่เพียงแต่ทำหน้าที่เป็น “ม่านแก้ว” ที่เชื่อมต่อพื้นที่ภายในกับภายนอกเท่านั้น แต่ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญด้านความปลอดภัย ประสิทธิภาพพลังงาน และสุนทรียภาพทางสถาปัตยกรรม การเลือกใช้กระจกที่เหมาะสมกับฟังก์ชันของแต่ละพื้นที่ในบ้านจึงเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
เรามาทำความรู้จักกับประเภทของกระจกที่นิยมใช้ในงานก่อสร้างบ้าน เพื่อให้การตัดสินใจของคุณอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุด
- ประเภทพื้นฐาน (Float Glass)
กระจกพื้นฐานที่ผ่านกระบวนการหลอมและลอยตัวบนดีบุกหลอมเหลว มี 2 ชนิดหลัก:
1.1 กระจกใส (Clear Float Glass)
- คุณสมบัติ: โปร่งใส มองทะลุได้ชัดเจน ให้แสงธรรมชาติเข้าสู่ตัวบ้านได้เต็มที่
- การใช้งาน: ช่องแสงเล็กๆ, บานเกล็ด, หรือใช้เป็นส่วนประกอบในการแปรรูปเป็นกระจกชนิดอื่น
- ข้อจำกัด: ไม่ทนต่อการแตกหัก เมื่อแตกจะเป็นเศษมีคม และไม่ช่วยลดความร้อน
1.2 กระจกสีตัดแสง (Tinted Glass / Heat Absorbing Glass)
- คุณสมบัติ: มีการผสมสารโลหะออกไซด์ในเนื้อกระจก เช่น สีเขียว สีชา สีฟ้า ทำให้มีคุณสมบัติดูดซับความร้อนได้ดีกว่ากระจกใสธรรมดา และช่วยลดความจ้าของแสง
- การใช้งาน: ประตู หน้าต่างที่โดนแดดจัด, ผนังกระจกขนาดใหญ่
- ข้อจำกัด: เมื่อดูดซับความร้อนสูง อาจเกิดการสะสมความร้อนจนแตกร้าวได้ง่าย (ควรนำไปทำเป็นกระจกนิรภัย)
- ประเภทเพื่อความปลอดภัย (Safety Glass)
เป็นกระจกที่ผ่านการแปรรูป เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและลดอันตรายจากการแตกหัก
2.1 กระจกนิรภัยเทมเปอร์ (Tempered Glass)
- คุณสมบัติ: แข็งแรงกว่ากระจกธรรมดา 4-5 เท่า ทนทานต่อแรงกระแทกและแรงบิดงอ เมื่อแตกจะแตกเป็นเม็ดเล็กๆ คล้ายเม็ดข้าวโพดที่มีความคมต่ำ ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ
- การใช้งาน: ประตูบานเลื่อน, ผนังกั้นห้องน้ำ (Shower Screen), ราวกันตกกระจก, หน้าต่างที่เสี่ยงต่อการกระแทก
- ข้อจำกัด: ไม่สามารถตัด เจาะ หรือเจียรได้อีกหลังผ่านกระบวนการเทมเปอร์
2.2 กระจกนิรภัยลามิเนต (Laminated Glass)
- คุณสมบัติ: เกิดจากการนำกระจก 2 แผ่นขึ้นไป มาประกบกันโดยมีฟิล์ม PVB (Polyvinyl Butyral) คั่นกลาง เมื่อแตก เศษกระจกจะยังคงยึดติดกับฟิล์ม ไม่ร่วงหล่นลงมา มีคุณสมบัติในการกันเสียงได้ดีกว่ากระจกทั่วไป
- การใช้งาน: ประตู หน้าต่างขนาดใหญ่, สกายไลท์ (ช่องแสงบนหลังคา), พื้นกระจก, จุดที่ต้องการความปลอดภัยสูงจากการโจรกรรมหรือเสียงดัง
- ข้อดีพิเศษ: สามารถป้องกันรังสี UV ได้เกือบ 100%
- ประเภทเพื่อประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Performance Glass)
กระจกที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมการถ่ายเทความร้อนและแสงสว่าง ช่วยลดภาระของเครื่องปรับอากาศ
3.1 กระจกสะท้อนแสง (Reflective Glass)
- คุณสมบัติ: มีการเคลือบสารโลหะที่ผิว ทำให้มีลักษณะเงาเหมือนกระจกเงาด้านนอก มีอัตราการสะท้อนความร้อนสูง ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวในเวลากลางวัน (แต่จะกลับกันในเวลากลางคืน)
- การใช้งาน: อาคารสำนักงาน, บ้านที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและลดความร้อนสูง
3.2 กระจก Low-E (Low-Emissivity Glass)
- คุณสมบัติ: เคลือบสารโลหะบางเฉียบ (Low-E Coating) ที่ช่วย สะท้อนรังสีความร้อน (Infrared) กลับออกไปด้านนอกอาคาร ในขณะที่ยังคงยอมให้แสงสว่าง (Visible Light) ส่องผ่านเข้ามาได้มาก จึงช่วยลดความร้อนได้ดีโดยที่ห้องยังคงสว่าง
- การใช้งาน: อาคารที่ต้องการความสมดุลระหว่างแสงธรรมชาติและการลดความร้อน เหมาะสำหรับบ้านในเขตร้อนอย่างประเทศไทย
3.3 กระจกฉนวนกันความร้อน (Insulating Glass Unit – IGU)
- คุณสมบัติ: การนำกระจก 2 แผ่น (มักเป็น Low-E หรือเทมเปอร์) มาประกบกันโดยเว้นช่องว่างและบรรจุด้วยอากาศแห้งหรือก๊าซเฉื่อย (เช่น ก๊าซอาร์กอน) ช่องว่างนี้ทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนและเสียงได้อย่างยอดเยี่ยม
- การใช้งาน: บ้านที่ต้องการประสิทธิภาพพลังงานสูงสุด, บ้านที่อยู่ใกล้แหล่งกำเนิดเสียงรบกวน (ถนน, รถไฟ)
สรุปการเลือกใช้
พื้นที่ในบ้านวัตถุประสงค์หลักประเภทกระจกที่แนะนำห้องน้ำ (ส่วนอาบน้ำ)ความปลอดภัยเมื่อแตกกระจกเทมเปอร์ประตู/หน้าต่าง (ชั้นล่าง)ความปลอดภัย/กันโจรกระจกลามิเนต หรือ กระจกเทมเปอร์ช่องแสงบนหลังคา (Skylight)ความปลอดภัยเมื่อแตก/ลดความร้อนกระจกลามิเนต (อาจใช้ Low-E ร่วมด้วย)ผนังกระจกทิศตะวันตกควบคุมความร้อน/แสงกระจก Low-E หรือ IGUหน้าต่างที่ต้องการความโปร่งใสแสงสว่างเต็มที่กระจกใส หรือ กระจก Low-E








